ทริปล่องเรือ 5 เมือง ไหว้พระ 5 วัด กรุงเทพฯ – อยุธยา โดย ททท. กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ บริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา

ททท. กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ บริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ได้จัดทริปล่องเรือสุดพิเศษ ในโครงการท่องเที่ยววิถีนนท์ และ โครงการเจ้าพระยาสายธาราแห่งวัฒนธรรม ราคา 599 บาท/คน (ค่าเรือ – ค่ามัคคุเทศก์) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมานี้ เป็นทริปที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และอิ่มบุญกันถ้วนหน้า

สำหรับการล่องเรือ 5 เมือง ไหว้พระ 5 วัด กรุงเทพฯ – อยุธยา ในครั้งนี้มีวัดอะไรบ้าง แล้วแต่ละวัดจะงดงามขนาดไหน มาสาธุอนุโมทนาบุญกันได้เลยค่ะ 

เราออกเดินทางจากจุดนัดพบเพื่อลงเรือด่วนเจ้าพระยา ที่ท่าเรือสาทร เวลา 07.45น. ใช้เวลาเดินทางไปยังวัดแรกวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร โดยประมาณ 15 นาที  เพื่อชมพระปรางค์ที่ใหญ่ที่สุด ๓๓ วาเศษ 

วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร หรือที่นิยมเรียกกันส่วนใหญ่ในภาษาพูดว่า วัดแจ้ง หรือวัดอรุณ นั่นเอง วัดอรุณเป็นวัดโบราณ สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา มีพระปรางค์วัดอรุณตั้งโดดเด่นเป็นสง่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา  

ความวิจิตรสวยงามของพระปรางค์ โดยรอบเป็นการประดับไปด้วยรูป “พลแบก” คือ ยักษ์แบก กระบี่แบก เทวดาแบก รองรับ เรือนธาตุ ส่วนที่เป็นตัวเรือนประธานของพระปรางค์  ในซุ้มจระนำ หรือซุ้มคูหา ส่วนที่ทำขึ้นประกอบเข้ากับองค์พระปรางค์ เป็นช่องตัน มักเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป  ทั้งสี่ของเรือนธาตุ ประดิษฐานพระอินทร์ทรงช้างสามเศียร (ช้างเอราวัณ) แทนการประดิษฐานพระพุทธรูปตามธรรมเนียมนิยม รวมทั้งประดับกระเบื้องสี ถ้วยชามกระเบื้องจากเมืองจีน เป็นลวดลายพรรณพฤกษาและหมู่กินรี งานประดับทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวโยงกับคติความเชื่อเรื่องเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางแห่งจักรวาลทั้งสิ้น 

ถัดจากวัดอรุณเราออกเดินทางล่องเรือกันต่อไปยังวัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหาร  ใช้เวลาล่องเรือโดยประมาณ 30 นาที 

วัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหาร  

เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ในหมู่ที่ 3 บ้านท่าน้ำนนท์ ตำบลบางศรีเมือง อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี  เป็นวัดริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีชื่อเสียงด้านสถาปัตยกรรมงดงามมาก  เป็นสถาปัตยกรรมไทยผสมจีนตามแบบราชนิยม

ภายในโบสภ์ประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัย หล่อด้วยทองแดงทั้งองค์ ขนาดหน้าตักกว้าง ๖ ศอก สูงจรดพระเศียร ๘ ศอก ๒ คืบ ๔ นิ้ว รัชกาลที่๔ ได้พระราชทานนามว่า “พระพุทธมหาโลกาภินันทปฏิมา” 

ส่วนด้านหลังโบสถ์จะเห็นพระเจดีย์องค์สีขาวโดดเด่นเป็นสง่า เป็นเจดีย์ทรงลังกาความสูงจากฐานถึงยอดโดยประมาณ ๔๕ เมตร

ล่องเรือกันต่อ ไปขอพรเซียนแปะโรงสี ที่วัดศาลเจ้า

วัดศาลเจ้า 

วัดศาลเจ้าปทุมธานี เป็นวัดเก่าแก่อีกหนึ่งวัดของจังหวัดปทุมธานี ชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมมาขอพร เซียนแปะโรงสีกัน โดยจะขอให้ธุรกิจรุ่งเรืองค้าขายร่ำรวย หมดหนี้สิน เน้นว่าขอพรนะคะ ห้ามบนค่ะ  

นอกจากนี้ภายในวัดยังมีตลาดน้ำวัดศาลเจ้าให้ได้ ช้อป ชิม ซื้อเป็นของฝากถูกใจได้อีกด้วย เป็นของอร่อยที่หาทานกันได้ยาก ที่ขาดไม่ได้เลยต้องซื้อกลับ คือ กุ้ยช่ายค่ะ อร่อยมากกกกกก เราแวะพักทานกลังวันกันที่นี่นะคะ อร่อย วิวแม่น้ำ ธรรมชาติมากๆค่ะ 

เดินทางล่องเรือกันต่อยาวๆๆ โดยใช้เวลาประมาณเกือบสองชั่วโมง เพื่อไปยังวัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร เป็นวัดที่งดงามอีกวัดหนึ่งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นวัดที่มีโบสถ์เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นชัดเจน 

วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร

วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ในสังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย สร้างขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ ด้านสถาปัตยกรรมพระอุโบสถของวัดนั้นสร้างเลียนแบบโบสถ์คริสต์ ใช้ศิลปแบบโกธิค

ภายในประดิษฐาน “พระพุทธนฤมลธรรโมภาส” เป็นพระประธาน โดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการทรงออกแบบ โดยลักษณะที่ผสมผสานศิลปะแบบประเพณีนิยม และศิลปะแบบตะวันตกเข้าด้วยกัน ซึ่งมีพุทธลักษณะคล้ายสามัญชน นอกจากนี้ บริเวณฐานชุกชีก็มีลักษณะเหมือนที่ตั้งไม้กางเขนแบบโบสถ์ และฝาผนังโบสถ์ด้านหน้าของพระประธานนั้น เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 ที่ประดับด้วยกระจกสีงดงามยิ่งนัก 

วัดโบสถ์ 

วัดโบสถ์ ปทุมธานี หรือที่ชาวบ้านส่วนใหญ่เรียกกันว่า วัดโบสถ์ หลวงพ่อโตองค์ใหญ่ เป็นรูปปั้นเหมือนสมเด็จพระพุฒาจารย์  อีกทั้งยังมีหลวงพ่อโสธร ตั้งโดดเด่นอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอีกอีกด้วย 

วัดโบสถ์แห่งนี้ยังมีหลวงพ่อเหลือ พระศักดิ์สิทธิ์ พระคู่บ้านคู่เมือง อีกด้วย หลวงพ่อเหลือเป็นพระพุทธรูปที่ประดิษฐานชุกชีในโบสถ์ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 12 องค์ ประมาณปีพ.ศ.2507 ขโมยได้มาลักพระพุทธรูปในโบสถ์แต่พระพุทธรูปเป็นพระศิลามีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก ขโมยจึงตัดเศียรพระพุทธไป คงเหลือพระพุทธรูปเพียงองค์เดียวที่ไม่ถูกตัดเศียร เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ชาวบ้านจึงมีความศรัทธาว่าเป็นพระพุทธรูปศักสิทธิ์จึงเรียกชื่อพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “หลวงพ่อเหลือ” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

อิ่มบุญ อิ่มอก อิ่มเอมใจกันแล้ว ตะวันเริ่มตกดิน บรรยากาศช่างดีเหลือเกิน ลมเย็นๆพัดผ่านไป ได้เวลาล่องเรือเดินทางกลับแล้ว 

ติดตามทริปล่องเรือด่วนเจ้าพระยา One Day Trip ร่วมกับ ททท. สำนักงานกรุงเทพมหานคร เพิ่มเติมได้ที่  https://www.facebook.com/tatbangkok

หรือ  โทร : 0-22762-7201