“SEO” บอก 5 เทคนิคทำเว็บไซต์ให้ติดหน้า 1 บน Google:Digital Marketing ไม่ใช่แค่ทำ Facebook Page

เวลามีคนพูดถึง Digital Marketing หลายคนมักนึกถึงการเปิด Facebook Page ทำคอนเทนต์ ยิงโฆษณา รอลูกค้ามาติดต่อผ่าน Inbox แล้วปิดยอดขาย จริงๆแล้ว Digital Marketing มีมากกว่านั้นเพราะ การทำการตลาดบน Facebook ถือเป็น “Push Marketing” ที่แบรนด์เราต้องไปโผล่ไปให้แฟนเพจและคนรอบตัวเห็นก่อนที่จะเกิดความสนใจ

แต่จะดีกว่านี้ถ้าเราทำทั้ง Facebook และทำเว็บไซต์ให้น่าสนใจไม่ใช่แค่ในสายตากลุ่มเป้าหมายแต่ในสายตาของ Google เองด้วย มันคือ “Pull Marketing” ที่เป้าหมายของเรามีความต้องการมีความสงสัยในเรื่องๆหนึ่งก่อนแล้วค่อยเข้า Google หาเว็บไซต์ที่ช่วยตอบโจทย์ได้

คำถามคือทำอย่างไรให้คนสนใจเว็บไซต์ของเราบน Google คำตอบคือมีสองทาง

 

1. ทำ Google AdWords

เป็นการซื้อโฆษณากับ Google เพื่อให้เว็บไซต์ขึ้นเป็นอันดับแรก เป็นการลงทุนเพื่อให้ได้คลิก วิธีนี้ดีสำหรับเว็บเพจที่ขายของชัดเจน สังเกตเว็บไซต์ที่ใช้ Google Adwords ตรงที่มีคำว่า Ad อยู่หน้า url เวลาค้นหาใน Google

Google-Adwords-Logo

2. ทำ Search Engine Optimization (SEO)

ถ้าสูตรในการทำคอนเทนต์บน Facebook คือ 80% เป็น Value Content แก้ปัญหาตอบโจทย์เป้าหมาย อีก 20% เป็นเนื้อหาขายของ การทำการตลาดบน Google ก็ไม่หนีจากสูตรนี้ คือ 20% ขายของ (ใช้ Google AdWords ช่วย) และอีก 80% ทำ Value Content บนเว็บไซต์ ซึ่งตรงนี้แหละ เราต้องทำ SEO และเป้าหมายส่วนใหญ่ก็คลิกเว็บไซต์ประเภทนี้เยอะกว่าเว็บไซต์ขายของด้วย

และนี่คือ 5 เทคนิคพื้นๆทำเว็บไซต์ติดหน้า 1 บน Google ด้วย SEO ที่เราอยากให้รู้

 

1. ลิสต์ปัญหาที่คาใจกลุ่มเป้าหมายก่อนวางแผน Keyword

ไม่ใช่อยู่ๆก็เข้า Google Keyword Planner แล้วหา Keywords สัก 2-3 คำที่มีจำนวนคลิกเยอะ คนแข่งเยอะ แล้วเอามาใช้เขียนบทความเลย แบบนั้นไม่ดีแน่ ที่ดีที่สุดคือต้องมาวิจัยเป้าหมายว่าเป้าหมายมีปัญหาอะไรบ้างสักหลายๆข้อ เป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกในวงการนั้น เขียนบทความที่สามารถตอบโจทย์ (เหมือนวางแผนทำคอนเทนต์เลย) แล้วจึงค่อยเลือก Keywords ที่เป็นกลุ่มๆไปแทรกในบทความให้เนียนๆ (ไม่ใช่ใส่ยัดๆติดๆกันจน Google จับได้)

Google-AdWords-Keyword-Planner

เพราะ Keywords ใหม่ๆเกิดขึ้นทุกปี เราจึงต้องอัพเดท Keywords ที่เอามาใช้อยู่เสมอ การผูกกับ Keywords แค่คำสองคำ อาจพาเว็บไซต์ไม่ติด Google เมื่อคำพวกนั้นไม่น่าสนใจเมื่อเวลาผ่านไป

 

2. เว็บไซต์ไหนไม่เป็น Mobile Friendly ก็ทำ SEO ไม่รอด

ต้องเข้าใจว่าผู้บริโภคยุคดิจิทัลฉลาดขึ้น เวลาซื้อของ แม้แต่สินค้าอยู่ตรงหน้าก็ต้องเปิดมือถือมาดูว่า สินค้าตัวนั้นมีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง และพูดได้ว่าคนไทยเกือบทุกคนมีสมาร์ทโฟนกันหมดแล้ว (เพราะสมาร์ทโฟนเดี๋ยวนี้ราคาถูกลง) การออกแบบเว็บไซต์ให้แบบ Responsive คือเปิดดูบนมือถือได้ง่าย อ่านง่าย โหลดไม่นานเกิน 10 วินาที (เข้าไปเช็คได้ที่นี่) ก็จะทำให้ Google ชอบเว็บไซต์ของเราเป็นพิเศษ

ถ้าอยากทดสอบว่าเว็บไซต์ของเราเปิดบนมือถือง่ายหรือไม่ เข้าไปที่นี่

 

3. ใส่รายละเอียดให้ครบและอัพเดทเนื้อหาบ่อยๆ

นอกจากรายละเอียดที่จำเป็นอย่าง Title Tag, Description Tag, URL และเนื้อหาแล้ว ก็ต้องมีรีวิวของคนที่เข้ามาเว็บไซต์ใส่ช่องทางการติดต่อและเวลาทำการของเราไว้ด้วย และถ้าเรามีหน้าร้านเป็นของตังเอง อย่าลืมใส่ Google Map ในเว็บไซต์ยิ่งดี เพราะยิ่งใส่รายละเอียดที่จำเป็นยิ่งทำให้คนหาเว็บไซต์ของเราได้ง่ายขึ้น

Google_content

ส่วนเนื้อหาก็ต้องหมั่นอัพเดทอยู่เสมอ เพราะยิ่งปล่อยร้าง Google ก็ยิ่งเอาเว็บเพจเราไปอยู่ท้ายๆตาราง อย่างที่บอกไปว่า Keywords ใหม่ๆเกิดขึ้นทุกปี การทำเนื้อหาก็ต้องทำแบบ Niche และ Long-tail คือทำเนื้อหาที่ทำขึ้นเอง ตอบข้อสงสัยให้กับเป้าหมายกลุ่มย่อยๆและหลากหลาย มี backlink กับเว็บไซต์คุณภาพ ก็จะทำให้เว็บฯของเราเจอคู่แข่งน้อยกว่าและเป้าหมายได้มากกว่า ใส่ภาพที่ตัวเองถ่ายเอง มีคลิปวีดีโอประกอบก็จะทำให้เนื้อหาน่าสนใจสำหรับ Google ด้วย

 

4. หัดสังเกตเว็บไซต์คู่แข่งเป็นประจำ

สินค้าและบริการของเรายุคนี้ ถ้าไม่ได้มีนวัตกรรมใหม่ๆอย่าง Tesla Facebook Amazon ก็คงไม่ต่างกับคู่แข่งมาก เว็บไซต์ที่ขายของคล้ายๆเราก็มีอยู่เยอะ แต่ที่เราต้องแข่งมีแค่เว็บไซต์ที่อยู่ในหน้าแรกของ Google หลักจากเราพิมพ์ Keywords ดูว่าเว็บไซต์คู่แข่งมีอะไรดีมีอะไรที่ไม่มี เราก็แค่ทำเว็บไซต์ให้ดีขึ้นกว่าคู่แข่งก็จบ เช่นถ้าเว็บไซด์ของคู่แข่งออกแบบสวย อ่านง่ายแต่โหลดช้า ไม่ค่อยมีใครเข้ามาคอมเมนท์ เว็บไซต์เราก็ต้องออกแบบ มี subheadline ให้อ่านง่ายและน่าดึงดูดกว่า โหลดเร็วกว่าคู่แข่ง มีคอมเมนต์มากกว่าคู่แข่ง ก็ถือว่าใช้ได้

 

5. รู้จักใช้เครื่องมือและ HTML code บ้าง

ไม่ว่าจะเป็น Google Keyword Planner และ Google Trend สำหรับ keywords, Google Analytics ไว้ติดตามและรายงาน traffic ของเว็บไซต์, Google Webmaster Tool ไว้เช็กว่าเว็บไซต์ของเราอยู่ในฐานข้อมูลของ Google แล้วหรือยัง, Google Search Console คอยดูอันดับ ข้อดีและข้อเสียของเว็บไซต์ของเรา ที่สำคัญคือรู้จัก HTML ไว้แก้ปัญหาเทคนิคเฉพาะหน้าหากเว็บเพจล่มหรืออันดับเว็บเพจหล่น

 

คำถามคือเราควรทำ Facebook ที่เป็น Push Marketing ก่อน หรือทำ SEO และ Google Adwords ที่เป็น Pull Marketing ก่อน ส่วนตัวผมก็ยังเชียร์ให้ไปทำการตลาดบน Facebook หรือ Social Media ตัวอื่นก่อน เพราะจำนวนคนที่เข้ามาดูเว็บไซต์เป็นปรพะจำก็ยังส่งผลต่ออันดับเว็บไซต์ที่ Google ใช้เรียงอยู่ ดังนั้นการมีแบรนด์ มีฐานแฟนที่เหนียวแน่นเข้ามาดู Social Media บ่อยๆ ก็ส่งผลให้เข้ามาดูเว็บไซต์บ่อยๆได้เหมือนกัน

 

ที่มา:marketingoops

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save